เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
โรงเรียนชุมชนวัดไทรน้อย ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วัยรุ่นกับสิวคู่กันจริงหรือ

สิวเป็นสิ่งที่วัยรุ่นและหนุ่มสาวทุกคนรู้จักกันดี สิวเป็นสัญญาณของการแตกเนื้อหนุ่มสาว ส่วนมากมักจะพบว่ามีสิวกันตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี และจากสถิติทางการแพทย์พบว่าวัยรุ่นประมาณ 80% เคยเป็นสิวมาก่อน



อะไรล่ะ? ที่ทำให้เป็นสิว
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเพศแอนโดรเจน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น
เมื่อรูขุมขนบริเวณใบหน้า บริเวณอกและแผ่นหลังอุดตัน ไขมันที่ถูกสร้างจากต่อมไขมันระบายออกไม่ทัน ก็จะกลายเป็นอาหารอย่างดีแก่เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง และทำให้เกิดการอักเสบตามมา

สิวแบ่งเป็น..
1. สิว(ที่ยัง)ไม่อักเสบ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ สิวหัวขาว(สิวหัวปิด) และสิวหัวดำ(สิวหัวเปิด)
2. สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มหนอง ฝี หรือตุ่มถุงน้ำอักเสบ สิวแบบนี้มักจะทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นรอยนูน หรือรอยบุ๋มก็ได้

ดูแลตัวยังไง? ไม่ให้เป็นสิว
หากเป็นสิว ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เนื่องจากเมื่อเกิดความกังวล มักจะทำให้ไปสัมผัสบริเวณนั้นตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตน และดูแลผิวตัวเองดังนี้
1. รักษาความสะอาดโดยล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ เนื่องจากสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกของฝุ่นผงในอากาศ เวลาล้างหน้าอย่าถูแรง พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สครับล้างหน้าเพราะระคายผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าทั่วไปที่ฤทธิ์เป็นด่าง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนต่อผิว
2. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่อาจจะทำให้เกิดสิว ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ระบุว่า ไม่ทำให้เกิดสิว(Non-Comedogenic)
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ
4. อย่าบีบหรือแกะสิวเพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นซึ่งรักษาหายได้ยากกว่าการรักษาสิว
5. อย่าปล่อยให้ผมยาวรุงรังปรกหน้า และอย่าปล่อยให้ผมมัน และควรงดใช้น้ำมันใส่ผม เจล หรือสเปรย์
6. พยายามอย่าให้เครียด อย่าให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือกังวล และพยายามอย่านอนดึก




ถ้าเป็นสิว..แล้วจะรักษาอย่างไรดี?
1. ถ้าเป็นสิว(น้อย) และสิวยังไม่อักเสบมากนัก ควรใช้ยาทาลอกผิวที่มีฤทธิ์ละลายตุ่มสิวอุดตันซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอเพื่อทำให้หัวสิวหลุดออก
2. ถ้ามีสิวอักเสบบ้างเล็กน้อย ควรเลือกใช้ยาทากลุ่มยาฆ่าเชื้อ เช่น เบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจใช้ร่วมกับยาทาลอกผิวข้างต้น
3. ผู้ที่เป็นสิวอักเสบปานกลาง จนถึงขั้นรุนแรงควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับประทานยา อย่าเลือกใช้ยาเองเพราะอาจทำให้เกิดอาการสิวรุนแรงขึ้น และอาจทำให้เป็นแผลเป็นหรือรอยดำได้

การรักษาสิวด้วยยาทาและยารับประทานจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ตามขั้นตอนการรักษาอย่างต่อเนื่องไม่ควรใจร้อน เพราะอาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการดื้อยา มีผลทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น และมีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำได้มากขึ้นด้วย
การเลือกซื้อยาทาและยารับประทานเองควรปรึกษาเภสัชกรให้ละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของยาที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ เช่น การระคายเคือง
ปัญหาสิวพบได้บ่อย คู่กับความเป็นวัยรุ่น แต่ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรง อย่ากังวลมากจนเกินไป หากใส่ใจปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง และตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้อาการของสิวดีขึ้น เป็นการลด ัปัญหาการกลับเป็นสิวขึ้นใหม่และลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นจากสิวและเมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ การเกิดสิวก็จะลดน้อยลงไปเอง
ค้ดลอกจาก http://www.ask.com/bar

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น